ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าเป็นภูมิแพ้? โรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มโรคที่แสดงอาการได้ในหลายระบบของร่างกาย เช่น โรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากการแพ้อากาศ โรคหอบหืดจากการแพ้อาหาร หรืออาจทำให้เกิดภูมิแพ้ผิวหนัง รวมถึงผื่นลมพิษเรื้อรัง ซึ่งอาการแสดงจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน

พ่อแม่หลายท่านมักคิดว่า อาการแพ้ต่างๆ ของลูกจะหายไปได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคภูมิแพ้ถึงแม้อาการภายนอกจะดูเหมือนหายหรือดีขึ้น แต่ก็มักจะวนกลับมาเป็นอีกเมื่อร่างกายได้สัมผัสกับสิ่งกระตุ้น ซึ่งการปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาก็อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ไซนัสอักเสบ หอบหืดเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าเป็นภูมิแพ้?
ภูมิแพ้ส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคที่ส่งผลร้ายแรงกับชีวิต แต่เป็นโรคที่รบกวนการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก เมื่อสงสัยว่าเป็นภูมิแพ้จึงควรตรวจหาสาเหตุของการแพ้ เพื่อหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ
ในปัจจุบันมีวีธีที่สามารถตรวจหาสาเหตุได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียงสำหรับลูกน้อย นั่นคือการทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test)

การทดสอบทางผิวหนัง เป็นการทดสอบโดยการหยดน้ำยาหรือสารก่อภูมิแพ้ลงบนผิวหนัง ซึ่งมีทั้งสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ สารก่อภูมิแพ้ที่เป็นอาหาร โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเลือกใช้ชนิดของน้ำยามากน้อยต่างกันในผู้เข้ารับการทดสอบแต่ละราย เมื่อหยดน้ำยาแล้วแพทย์จะใช้เข็มสะกิดตรงกลางของหยดน้ำยา ถ้าผู้เข้ารับการทดสอบแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นก็จะเกิดปฎิกิริยาขึ้นโดยเกิดรอยนูนและผื่นแดง ทำให้ทราบทันทีว่าผู้ป่วยมีปฏิกิริยาและเกิดอาการแพ้ต่อสารชนิดใด ภายใน 15 นาทีหลังการทดสอบ

เราทดสอบภูมิแพ้ เพื่ออะไร?

-หาสาเหตุการแพ้ และต้นตอของอาการแบบเจาะจง
-วางแผนการรักษา หรือหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้น เพื่อลดความรุนแรง และควบคุมอาการแพ้ให้ดีขึ้น
-เตรียมตัวอย่างไรก่อนมาทดสอบทางผิวหนัง

ควรงดยาแก้แพ้ และยาแก้หวัด อย่างน้อย 7 วัน ก่อนทำการทดสอบ
หากมีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาใดเป็นประจำ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทำการทดสอบ
ควรสวมเสื้อแขนสั้น หรือเสื้อที่พับแขนขึ้นได้ เพื่อความสะดวกในการทดสอบ

รู้แล้วต้องรักษาให้ตรงจุด!!
โรคภูมิแพ้เป็นโรคประจำตัว แม้การแพ้หลายอย่างจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถป้องกัน ควบคุม และรักษาอาการให้ดีขึ้นได้ โดยเริ่มจากการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เพื่อให้ไม่ให้เกิดอาการ หรือมีอาการลดน้อยลง การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์จะทำให้อาการดีขึ้น และสุดท้ายควรทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการจัดที่อยู่อาศัยให้มีสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้น้อยที่สุด